top of page

คุณเป็นสายไหน? "เน้นคุ้มครองก่อนดูราคา" หรือ "ขอแค่มีก็พอ" เมื่อซื้อประกันรถยนต์

  • รูปภาพนักเขียน: P'MEN
    P'MEN
  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที


ภาพเปรียบเทียบชายข้างรถยนต์สองฝั่ง: ซ้ายสายรอบคุม ขวาสายประหยัด พร้อมข้อความ คุณเป็นสายไหน?

เวลาจะซื้อหรือต่อประกันรถยนต์ คนส่วนใหญ่มักตกอยู่ในสองกลุ่มความคิดโดยไม่รู้ตัว กลุ่มหนึ่งจะถามก่อนว่า "ถ้าเกิดเหตุ ประกันนี้จะช่วยเราได้แค่ไหน" ส่วนอีกกลุ่มจะถามก่อนว่า "เบี้ยเท่าไหร่ ถูกที่สุดคือที่ไหน" บทความนี้จะพาไปเช็คว่าคุณอยู่สายไหน และสายที่คุณเลือกจะส่งผลต่อกระเป๋าเงินและความอุ่นใจของคุณอย่างไรเมื่อเกิดเหตุจริงบนท้องถนน


สองสายความคิดเวลาเลือกประกันรถยนต์

ทั้งสองสายมองประกันรถยนต์คนละมุม ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเลยว่าจะดูอะไรก่อน:


ประเด็นที่พิจารณาก่อนซื้อ

สายคุ้มครองนำ (Value-First)

สายราคานำ (Price-First)

มุมมองต่อประกัน

เครื่องมือบริหารความเสี่ยง

ค่าใช้จ่ายบังคับที่ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งดี

เกณฑ์การเลือกหลัก

ความคุ้มครองเพียงพอกับความเสี่ยงจริง

เบี้ยถูกที่สุด

ทุนประกัน

เช็คว่าเพียงพอกับมูลค่ารถของตัวเองหรือไม่

มักไม่ได้เทียบกับมูลค่ารถ

ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

เช็คว่ามีเท่าไหร่ และถ้าเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณีต้องจ่ายเองเท่าไหร่

มักไม่ทราบตัวเลขจนกว่าจะถึงเวลาเคลม

ความคุ้มครองอื่นนอกจากการชน

ดูว่าครอบคลุมกรณีไหนบ้าง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ รถหาย

มักไม่ได้เปิดดูรายละเอียด

ความคุ้มครองเสริม

เช็คว่าเพียงพอกับไลฟ์สไตล์ตัวเองไหม เช่น ค่ารักษาพยาบาลผู้โดยสาร ทุนประกันชีวิตติดรถ

มักไม่ได้พิจารณาส่วนนี้

วิธีเปรียบเทียบแผน

เทียบตัวเลขเบี้ยรายปีควบคู่กับเงื่อนไขความคุ้มครอง

เทียบแค่ตัวเลขเบี้ยรายปีเป็นหลัก

ทั้งสองสายไม่มีใครผิด แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนแบกรับเองโดยไม่รู้ตัว


เมื่อเกิดเหตุจริง สองสายนี้จะเจอผลต่างกันอย่างไร

ลองนึกภาพสถานการณ์ที่พบบ่อย: รถชนแบบเสียหายหนัก คู่กรณีบาดเจ็บ


สายคุ้มครองนำ

  • ทุนประกัน: เพียงพอกับมูลค่ารถของตนเอง และความเสียหายของคู่กรณีก็ซ่อมได้เต็มที่

  • ค่าเสียหายส่วนแรก: เลือกแบบไม่มีค่า Deductible เพื่อความคล่องตัวเวลาเคลม หรือเลือกแบบมีค่า Deductible เพื่อประหยัดเบี้ย โดยเข้าใจเงื่อนไขล่วงหน้าแล้วว่าต้องจ่ายส่วนนี้เท่าไหร่

  • อู่ซ่อม: เลือกอู่ซ่อมในพื้นที่ไว้ล่วงหน้า และเลือกซื้อประกันภัยให้สอดคล้องกับอู่ซ่อมที่ต้องการใช้บริการ

  • ความรู้สึกตอนเคลม: อุ่นใจ เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เพียงพอ


สายราคานำ

  • ทุนประกัน: อาจไม่เพียงพอกับมูลค่ารถของตนเอง และความเสียหายของคู่กรณี ทำให้ต้องควักเงินเพิ่มเอง

  • ค่าเสียหายส่วนแรก: อาจเลือกแบบมีค่า Deductible เพราะเห็นว่าเบี้ยถูกกว่า โดยไม่รู้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเคลมในกรณีที่เป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณี

  • อู่ซ่อม: อาจหาอู่ซ่อมในพื้นที่ที่สะดวกไม่ได้ ต้องใช้อู่นอกเครือ ทำให้เกิดความยุ่งยากตอนเคลม

  • ความรู้สึกตอนเคลม: ตกใจกับความไม่คล่องตัวที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า


จุดที่อันตรายที่สุดของสายราคานำไม่ใช่การเลือกเบี้ยถูก แต่คือ การไม่รู้ตัวว่ามีช่องว่างความคุ้มครองตรงไหนบ้าง พอเกิดเหตุจริงแล้วเคลมได้ไม่ตรงกับที่คาดหวัง ความรู้สึก "ประกันไม่จ่าย" มักเกิดจากตรงนี้ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่แรก ไม่ใช่ความผิดของบริษัทประกัน


แล้วต้องเลือกสายไหนถึงจะถูก

คำตอบคือไม่มีสายไหนถูกหรือผิดเสมอไป ราคาเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาจริง โดยเฉพาะกับคนที่มีงบจำกัด แต่หลักที่ควรยึดคือ "เลือกได้ทุกสาย แต่ต้องรู้ตัวว่าเลือกอะไร" ไม่ใช่เลือกเพราะไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น

นี่คือจุดที่การซื้อประกันรถยนต์ผ่านนายหน้าประกันภัยต่างจากการซื้อออนไลน์ด้วยตัวเอง เพราะนายหน้าที่มีใบอนุญาตจาก คปภ. จะช่วยเทียบแผนจากหลายบริษัทให้เห็นภาพรวมทั้งด้านราคาและความคุ้มครองไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขเบี้ยให้เลือกเพียงอย่างเดียว


เช็คตัวเองก่อนต่อประกันรถยนต์ครั้งหน้า

ลองถามตัวเอง 3 ข้อนี้ก่อนตัดสินใจ:

  1. ทุนประกันของกรมธรรม์ปัจจุบัน ใกล้เคียงความเสี่ยงจริงหรือไม่ ทั้งมูลค่ารถของเรา ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความคุ้มครองคนในรถของเรา

  2. ถ้าเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณีในอุบัติเหตุ ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไหร่ และรับได้ไหม

  3. รู้หรือไม่ว่ากรมธรรม์ที่ถืออยู่ ไม่คุ้มครองอะไรบ้าง

ถ้าตอบไม่ได้ครบทั้ง 3 ข้อ นั่นคือสัญญาณว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนต่อประกันครั้งถัดไป


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ประกันรถยนต์ราคาถูกกับราคาแพง ต่างกันตรงไหน? ต่างกันหลักๆ ที่ทุนประกัน ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เงื่อนไขความคุ้มครอง และการเลือกอู่ซ่อม เบี้ยถูกมักแลกมากับทุนประกันต่ำกว่าหรือมีค่า Deductible สูงกว่า


ควรเลือกประกันชั้น 1 หรือชั้น 2+/3+ ดี? ขึ้นอยู่กับอายุรถ งบประมาณ และระดับความเสี่ยงที่รับได้ รถใหม่หรือรถมูลค่าสูงมักเหมาะกับชั้น 1 ที่คุ้มครองครอบคลุมกว่า ส่วนรถเก่าอาจพิจารณาชั้น 2+/3+ ได้ ควรปรึกษานายหน้าเพื่อเทียบให้เหมาะกับรถและงบของแต่ละคน


ซื้อประกันรถยนต์ผ่านนายหน้า ต่างจากซื้อออนไลน์เองอย่างไร? นายหน้าที่มีใบอนุญาตจาก คปภ. ช่วยเปรียบเทียบแผนจากหลายบริษัท อธิบายเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่มักถูกมองข้าม และช่วยประสานงานตอนเคลมจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่การซื้อออนไลน์ด้วยตัวเองอาจไม่ได้รับคำอธิบายครบถ้วน


รู้ได้อย่างไรว่าทุนประกันรถของเราเพียงพอ? ควรเทียบทุนประกันกับมูลค่าตลาดปัจจุบันของรถ ไม่ใช่ราคาตอนซื้อใหม่ และควรทบทวนทุกปีตอนต่อประกัน เพราะมูลค่ารถลดลงตามอายุการใช้งาน


สรุป: ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคุ้มครองนำหรือสายราคานำ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกอย่างรู้ตัว ไม่ใช่เลือกเพราะไม่เคยเห็นทางเลือกอื่น หากต้องการให้ช่วยประเมินและเปรียบเทียบแผนประกันรถยนต์ที่เหมาะกับรถและงบประมาณของคุณโดยเฉพาะ ทักแชท LINE OA หรือโทรปรึกษาทีมงานได้ทันที


บทความนี้จัดทำโดยทีมนายหน้าประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน คปภ. เพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น เงื่อนไขความคุ้มครองจริงเป็นไปตามกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัย


ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ 

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกของศรีกรุงโบรคเกอร์ได้อย่างง่ายดาย โดยเพียงแค่ ซื้อประกันอุบัติเหตุสำหรับสมาชิก ซึ่งถือเป็นการสมัครสมาชิก เมื่อเป็นสมาชิกแล้ว คุณจะสามารถซื้อประกันวินาศภัยทุกประเภทกับศรีกรุงโบรคเกอร์ได้ในราคาพิเศษทันที


นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพเสริมเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยหรือนายหน้าประกันชีวิต ยังมีโอกาสในการสอบและเข้ารับการอบรมเพื่อขอใบอนุญาตกับศรีกรุงโบรคเกอร์ได้อีกด้วย






ศึกษาสิทธิประโยชน์ของสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์


ติดต่อได้ที่

Line ID : @srikrung168

หรือโทร 0939636151


ซื้อประกันอุบัติเหตุ พร้อมสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์


ซื้อประกันภัยออนไลน์

ความคิดเห็น


bottom of page